ศิลปะการเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์ “จันดารา”

พูดคุยกับหม่อมน้อยถึงเรื่องราวมุมมอง การตีความใหม่ของ ” จันดารา ”
กับการตอบคำถามมากมาย เช่น ทำไมมาริโอ้ต้องเล่นเป็นทุกตัวละคร ( ตั้งแต่เด็กยันแก่ ) / จันดารามี 2 ภาคเพราะเหตุผลการตลาดจริงหรือ / วงการหนังเมื่อก่อนเป็นอย่างไร ฯลฯ
( Scoop จากรายการ Viewfinder ช่องSuper บันเทิง )

จันดารา ปัจฉิมบท

กำกับ : หม่อมหลวง พันธุ์เทวนพ เทวกุล
แสดงนำ : มาริโอ้ เมาเร่อ, ชัยพล พูพาร์ท, สาวิกา ไชยเดช, รฐา โพธิ์งาม, บงกช คงมาลัย
กำหนดฉาย : 07 กุมภาพันธ์ 2556

หลังจากเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นในบ้านพิจิตรวานิช ทำให้ “จัน ดารา” (มาริโอ้ เมาเร่อ) และ “เคน กระทิงทอง” (ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต) สหายสนิทของเขาต้องหนีภัยอันเกิดจากการกระทำอันเหี้ยมโหดของ “คุณหลวงวิสนันท์เดชา” (ศักราช ฤกษ์ธำรงค์) ผู้ที่เขาคิดว่าเป็นพ่อบังเกิดเกล้านานถึง 17 ปี ไปพำนักอยู่กับ “คุณท้าวพิจิตรรักษา” (รัดเกล้า อามระดิษ) ผู้เป็นญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ที่เมืองพิจิตร ช่วงระยะเวลาที่อยู่ที่เมืองพิจิตรนี้ จันเป็นสุขทั้งกายใจ และรู้สึกถึงอิสรภาพของชีวิตอย่างแท้จริง เขายังคงติดต่อทางจดหมายกับ “ไฮซินธ์” (สาวิกา ไชยเดช) เพื่อนหญิงในดวงใจอันเป็นรักบริสุทธิ์ของเขาอยู่เสมอมา และคาดหวังว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ กับการตามค้นหาพ่อแท้ๆด้วย

แต่เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้งให้วันชื่นคืนสุขอยู่กับเขาเพียงไม่นาน เมื่อในที่สุดจันก็ได้ล่วงรู้ความจริงอันไม่คาดฝันเรื่องพ่อผู้ให้กำเนิด แท้จริงที่เขารอคอยมานานจากปากคำของ “ร้อยตำรวจเอกเรืองยศ” (เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์) ผู้กุมความลับอันน่าอดสูเกี่ยวกับตระกูลพิจิตรวานิชนี้ไว้มาตลอดทั้งชีวิต จันพยายามทำใจให้ผ่านช่วงชีวิตอันแสนทุกข์ทรมานนี้ไปให้ได้ จนกระทั่ง “น้าวาด” (บงกช คงมาลัย) ได้เดินทางมาแจ้งข่าวเรื่องคุณหลวงล้มป่วยลงอย่างฉับพลัน เนื่องจากเกิดเหตุบางอย่างขึ้นกับ “คุณแก้ว” (โช นิชิโนะ) และ “คุณขจร” (ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา) และแล้วสงครามแห่งการชำระแค้นและทวงคืนทุก อย่างให้กลับมาเป็นของเขาและตระกูลพิจิตรวานิชก็ได้เปิดฉากขึ้นในทันทีตามคำ สั่งเสียสุดท้ายของคุณท้าวยาย ผู้คอยบงการและพลิกผันชีวิตของจันให้ตกอยู่ในด้านมืด

จันกลับมาอย่างสง่าผ่าเผยในฐานะเจ้าของบ้าน คนใหม่ และมีสิทธิในทรัพย์สมบัติและอำนาจทั้งหมดภายในบ้าน แต่เท่านั้นยังไม่สาแก่ใจของเขา เมื่อสัตว์ร้ายและตัณหาราคะในใจปะทุออกมาอย่างรุนแรง เมื่อเขาเห็นภาพ “คุณบุญเลื่อง” (รฐา โพธิ์งาม) กับคุณหลวงยังรักใคร่กันเป็นอย่างดี จันจึงใช้เสน่ห์แห่งความเป็นชายหนุ่มรูปงามหลอกล่อจนคุณบุญเลื่องตกเป็นของ เขาอย่างสมยอม และเมื่อคุณหลวงได้เห็นภาพร่วมรักอันเร่าร้อนของทั้งคู่ ทำให้เขาสิ้นสติและกลายเป็นอัมพาตไปในที่สุด กระจกเงาแห่งความชั่วร้ายได้สะท้อนภาพคุณหลวงมาสู่ตัวจันอย่างไม่มีผิด เพี้ยน การล้างแค้นอันน่าขยะแขยงนี้ดูเหมือนจะปิดฉากอย่างสมบูรณ์แบบด้วยชัยชนะของ จัน ดาราแต่เพียงผู้เดียว ถ้าเขาไม่ได้รับบทเรียนชีวิตอันยิ่งใหญ่จากศัตรูคู่อาฆาตอย่างคุณแก้วที่เอา คืนจันอย่างสาสม รวมถึงคนรอบข้างที่คอยห่วงใยเขาเสมอมาอย่างน้าวาด, เคน และคุณบุญเลื่องที่ค่อยๆ ตีตัวออกห่างจากจันไปนะ

สุขเสียวเพียงครู่คราว แต่ปวดร้าวชั่วนิรันดร์ : จัน ดารา 2

“ฉันเกลียดสงคราม ฉันเกลียดสงครามจริงๆ นะ เคน”
ท่ามกลางซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือนและคนเจ็บคนตายกลาดเกลื่อนเต็มท้องถนนจากอานุภาพการถล่มของระเบิดจากเครื่องบินรบ จัน ดารา เอ่ยขึ้นกับเพื่อนหนุ่มอย่างไอ้เคน กะทิงทอง เขาชิงชังสงคราม เขาสะเทือนใจในหายนะอันเป็นผลพวงแห่งสงคราม แต่ทว่านับตั้งแต่ลืมตาดูโลก ชีวิตเขากลับถูกดึงให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามอยู่ตลอดเวลา และที่ยิ่งไปกว่านั้น เขาเองก็เปรียบเสมือนเครื่องจักรตัวใหญ่ในการร่วมขับเคลื่อนให้สงครามนั้นดำเนินไปด้วยมันคือสงครามแห่งการแย่งชิงอำนาจ สงครามแห่งความโกรธเกลียดฝังลึก และนำไปสู่การล้างแค้นอย่างมืดบอดโง่เขลา เป็นวงจรแห่งเวรกรรมที่ยิ่งถลำลึก ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรให้สดชื่นหัวใจ นอกจากความมืดดำที่ครอบงำจิตใจให้ลุ่มหลงยิ่งขึ้นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด…

หลังจากที่ จัน ดารา โดนกระทำอย่างสาหัส และต้องจรจัดออกจากบ้านวิสนันท์แล้วเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปพักพิงอยู่บ้านคุณท้าวยายที่จังหวัดพิจิตร ในภาคปฐมบท…มาในภาคนี้ จัน ดารา ได้รับรู้ความจริงบางอย่างเกี่ยวกับรากเหง้าที่มาของตัวเองอันก่อให้เกิดความคับแค้นอย่างยากจะยอมรับ และแม้ว่าเขาจะพยายามเอาทางธรรมเข้าข่ม แต่ดูเหมือนว่าเพลิงแห่งความคับแค้นอันสุมแน่นอยู่ในใจนั้นมันไม่เคยมอดดับและรอวันปะทุขึ้นมาอีกครั้ง และอาจเรียกได้ว่านรกเข้าข้างเขาก็ไม่ผิดนัก เมื่อสถานการณ์ในบ้านวิสนันท์เกิดการพลิกผันเปลี่ยนแปลง บวกกับแรงกระตุ้นจากคุณท้าวยาย ทำให้จัน ดารา เดินทางเข้าเมืองหลวงอีกครั้ง ด้วยหัวใจที่แบกความแค้นมาจนล้นปรี่ มันคงถึงเวลาของเขาซะทีที่จะได้ชำระหนี้แค้น…

ครับ, ก็อย่างที่รู้ว่า ก่อนจะมี จัน ดารา ปัจฉิมบท มันเคยมีปฐมบทมาแล้ว แม้เมื่อว่ากันอย่างถึงที่สุด ด้วยต้นทุนของฉบับนิยาย สามารถบอกเล่าให้จบได้ในภาคเดียว เหมือนกับที่เวอร์ชันก่อนหน้านี้ของ นนทรีย์ นิมิบุตร ได้ทำไว้แล้ว แต่ก็อย่างที่ หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า นี่คือการตีความใหม่ เท่าๆ กับเป็นการรีไรท์นิยายของครูอุษณา เพลิงธรรม ให้เป็น “จัน ดารา เวอร์ชันหม่อมน้อย” อย่างเต็มรูปแบบ เฉพาะอย่างยิ่ง การโฟกัสประเด็นของหนังให้แอบอิงเป็นเรื่องการเมืองและการแสวงหาอำนาจ เมื่อดู จัน ดารา มาจนถึงภาคปัจฉิมบท เราจะแจ่มแจ้งกับโจทย์ที่อยู่ในใจของหม่อมน้อยได้ชัดเจน

ผมเคยตั้งข้อสงสัยว่าเพราะอะไร หม่อมน้อยถึงต้องใส่ฉากที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมืองของประเทศเข้ามาด้วย ไล่มาตั้งแต่ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ผมมาเข้าใจและเห็นภาพชัดก็ในภาคปัจฉิมบทนี้ คือแต่ละครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง “ผู้เป็นใหญ่” ในบ้านของวิสนันท์ มักจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่มีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเป็นฉากหลังใส่เข้ามาด้วย สิ่งนี้สะท้อนกันและกันอยู่ในทีถึงเรื่องของ “อำนาจการปกครอง” หรือ “ความเป็นใหญ่” ที่ผลัดใบเปลี่ยนขั้ว

“เรื่องของ จัน ดารา” ในแบบฉบับของหม่อมน้อย จึงเป็น จัน ดารา ที่จะบอกในเรื่อง “การเมือง” และ “อำนาจ” อย่างตรงไปตรงมา และเป็นธรรมชาติของผู้มีอำนาจหรือมีความเป็นใหญ่ที่มักจะต้องใช้อำนาจนั้นอย่างลุ่มหลงและบ้าคลั่ง เราจะเห็นว่า ตอนที่คุณหลวงมีอำนาจ ตัวละครหลักอย่างจัน ดารา ก็แทบไม่ต่างอะไรจากทาสที่ไร้ค่า เขาได้รับการปฏิบัติด้วยความหยาบคายต่ำช้า และก็เป็นที่แน่นอนว่า เมื่อจัน ดารา เป็นฝ่ายได้ครองอำนาจขึ้นมาบ้าง เขาก็ไม่ลังเลเลยที่จะบ้าคลั่งและหลงใหลไปกับมัน การ “เอาคืน” เหมือนห่วงโซ่แห่งเวรกรรมที่ถ้าคิดไม่ได้ หยุดไม่เป็น ก็จะเฉกเช่นวัฏจักรที่เวียนซ้ำรอยเดิม เพียงแต่เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ว่าใครจะเป็น “ผู้กระทำ” หรือ “ผู้ถูกกระทำ” ตามวิถี “ทีใครทีมัน”

ในฐานะที่ได้เป็นทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ มาริโอ้ เมาเร่อ ถือว่าพัฒนาขึ้นมามากในแง่การแสดง ไม่เสียแรงที่ปวารณาตัวเป็นศิษย์ก้นกุฏิของหม่อมน้อย เขาทำให้เราเชื่อในบทบาทของการเป็น จัน ดารา ได้แบบไม่มีอะไรติดใจ ซึ่งตรงข้ามอย่างเหลือหลายกับเมคอัพใบหน้าของเขาตอนแก่ที่ชวนให้นึกถึง “ถุงเท้าคู่นั้น” (?) ที่เขาใช้สวมหัวในเรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” และไม่แน่ใจว่า เป็นถุงเท้าคู่เดิมนั้นหรือเปล่าที่น้าวาดก็เอามาสวมหัวในหนังภาคปัจฉิมบทนี้?

อันที่จริง ผมมองว่าหม่อมน้อยก็มักจะหลุดอะไรในแบบที่ไม่ควรหลุดทำนองนี้อยู่แล้ว ผมใช้คำว่า “หลุด” เพราะมันไม่ถึงขั้นคอขาดบาดตาย แต่มันทำให้เกิดความรู้สึกตะหงิดๆ ขณะที่ได้เห็นได้ฟัง อย่างเสียงพากย์ของคุณแก้ว (โช นิชิโนะ) ผมพูดไว้ตั้งแต่ภาคแรกแล้วว่า ทำไมไม่พากย์ให้มันเนียนๆ เป็นไทยไปเลย โดยไม่ต้องดัดเสียงให้ดูเหมือนคนญี่ปุ่น หรือเพราะเห็นว่าเธอเป็นนักแสดงญี่ปุ่น แต่บทในหนัง เธอคือคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วผมสังเกตท่าทีคนดูในโรงที่ดูรอบเดียวกัน ตั้งแต่คุณแก้วพูดคำแรก คนในโรงก็ขำกันออกมา และก็ขำทุกครั้งที่ตัวละครตัวนี้พูด

เช่นเดียวกัน ไดอะล็อกบางส่วนก็ดูเยอะเกินความจำเป็น อย่างคำของคุณท้าวยาย “หนูจันทร์เจ้าขา” ถ้าจังหวะดีๆ มันจะทำให้รู้สึกหลอนได้ดีเหมือนกัน แต่เมื่อเยอะเกิน กลับกลายเป็นตลก และในช่วงที่ไม่ควรตลก ก็มีการยืดไดอะล็อกให้ฟังดูตลกไปซะอย่างนั้น เหมือนกับว่า สถานการณ์คับขันซีเรียสอยู่ ยังมีการแซวกันหรืออะไรทำนองนั้น แบบเดียวกับที่หนังตลกของหม่ำ จ๊กม๊ก มักจะทำ

มันเป็นความรู้สึกขำเล็กๆ น้อยๆ เมื่อดูหนังของหม่อมน้อยล่ะครับ หรืออาจจะเป็นความจงใจให้เราขำของผู้กำกับก็เป็นได้ ใครจะรู้ แต่เท่าที่รู้ หญิง-รฐา นั้น อาจจะดูไม่เพอร์เฟกต์เต็มร้อยเท่าไรนักกับบทของคุณบุญเลื่อง เมื่อเทียบกับจงลี่ถีในเวอร์ชันของคุณนนทรีย์ คุณหญิง-รฐา นั้นมีความงดงามทางด้านเรือนร่างอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่เมื่อเทียบกันในด้านของเซ็กซ์แอพพีล หรือความเย้ายวนแล้ว คริสตี้ ชุง หรือ “จงลี่ถี” ได้ดีกรีสูงกว่าเยอะ อาจจะเพราะได้เปรียบด้านหน้าตาที่แลดูเย้ายวนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วยส่วนหนึ่ง

แต่ถึงกระนั้น ว่ากันอย่างถึงที่สุด หญิง-รฐา ก็ไม่มีอะไรที่ต้องตำหนิในบทบาทด้านการแสดง เธอ “ลงทุน” ทางเนื้อหนัง และ “ลงแรง” ทางฝีมือการเล่น เป็นที่ประจักษ์ อันที่จริง ก็นักแสดงทุกคนไม่มีอันใดติดขัด ดาราทุกคนควรภาคภูมิใจในการได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังซึ่งถือเป็นบันทึกอีกหนึ่งหน้าของหม่อมน้อย

นอกจากเรื่องงานโปรดักชันที่ต้องเนี้ยบและดูสวยงามเสมอในงานของหม่อมน้อย ในความเห็นของผม คิดว่าหม่อมน้อยนั้น “เอาอยู่” พอสมควรกับหนังที่มีเนื้อหาประมาณว่า ความสุขทางเนื้อหนังมังสา มักจะเป็นต้นตอที่มาของหายนะแห่งชีวิต เหมือนส่างหม่องกับยุพดีในเรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ความสุขเสียวชั่วครู่คือปฐมเหตุแห่งโศกนาฏกรรมอันสุดเศร้า ในกรณีของคุณหลวงแห่งบ้านวิสนันท์ หรือแม้แต่จัน ดารา เอง ก็ล้วนแล้วแต่เดินอยู่ในเส้นทางสายราคะนี้ และจุดจบก็ไม่ต่างกันมาก

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ต้นฉบับนวนิยาย หรือแม้กระทั่งหนังในเวอร์ชันของนนทรีย์ นิมิบุตร ประเด็นที่ถูกบดขยี้มากที่สุด เป็นเรื่องปมชีวิตที่เปียกแฉะด้วยเรื่องเพศ กามราคะหรือตัณหาหน้ามืดคือแกนใหญ่ใจความที่ห่มคลุมตัวเรื่องไว้เด่นชัด แต่เวอร์ชันของหม่อมน้อย สิ่งที่ถูกขับเน้นขึ้นมา คือเรื่องของอำนาจในหลากหลายด้าน ไล่ตั้งแต่การยึดครองอำนาจ การต่อรองกับอำนาจ หรือแม้กระทั่งการแสวงหาอำนาจ ทั้งหมดนี้ มีเรื่องใต้สะดือเป็นดั่งเครื่องมือในทางหนึ่ง

เราจะเห็นตั้งแต่ภาคแรกว่า ตอนที่คุณหลวงเริ่มปลุกเสกตัวเองขึ้นมาเป็นเจ้านายใหญ่แห่งบ้านวิสนันท์นั้น เขาก็ใช้เซ็กซ์เป็นเหยื่อล่อด้วยทางหนึ่ง เขาสถาปนาตัวเองเป็น “พระยาเทครัว” กินรวบหญิงรับใช้ทั้งหมดในบ้าน อำนาจของเขาเริ่ม “พองโต” และถึงจุด “แข็งตัว” อย่างเต็มที่ก็หลังจากเขาฮุบ “สมบัติส่วนตัว” ของน้าวาดได้สำเร็จ ขณะที่น้าวาด (ตั๊ก-บงกช) ก็จัดการต่อรองอำนาจกับคุณหลวงด้วยการใช้เซ็กซ์เป็นเครื่องมือ ตั้งแต่ตอนที่คุณหลวงดอดเข้าไปถึงรังนอนของน้าวาด น้าวาดพูดกับเขาว่า แม้โกรธเกลียดจัน ดารา เพียงใด ก็อย่าทำร้ายกันจนถึงแก่ชีวิต นี่คือตัวอย่างในการสื่อสะท้อนถึงเรื่องอำนาจและการต่อรองได้อย่างเด่นชัด

ภาพกว้างๆ ที่เกิดขึ้นในหนัง จึงเป็นเรื่องของอำนาจ การใช้อำนาจ และการต่อรองกับอำนาจ เรื่องคาวสวาทเป็นเพียงองค์ประกอบที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางอำนาจอีกชั้นหนึ่ง เมื่อคุณหลวงมีอำนาจ คุณหลวงจะทำอย่างไรหรือเสพสมกับใครก็ย่อมได้ ตราบที่อำนาจอยู่ในมือ

เช่นเดียวกับตอนที่จัน ดารา สวมหัวโขนของคุณหลวงแล้วไปเล่นงานคุณหลวงแบบที่คุณหลวงเคยกระทำต่อเขาในวัยเด็ก ซึ่งถือเป็นฉากช่วงที่ส่งเสริมให้ประเด็นของหนังอันว่าด้วยการแก้แค้นเอาคืน ดูเด่นชัดขึ้นมา ผมคิดว่าฉากที่ดีที่สุดอีกฉากหนึ่งของหนัง ซึ่งดูผ่านๆ อาจดูเหมือนว่าจะใส่เข้ามาเพื่ออะไร นั่นก็คือตอนที่คุณท้าวยายพาจัน ดารา ไปยืนอยู่กลางไร่นาอันกว้างใหญ่ พร้อมอธิบายให้เห็นถึงความสำคัญของที่ดินผืนดังกล่าวว่ามีการตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ใครจะมายื้อยุดฉุดชิง ก็ต้องยื้อแย่งกลับคืน เช่นเดียวกับอำนาจที่ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายแย่งใครก่อน แต่ผลสุดท้ายมันก็จะนำไปสู่การเอาคืนไม่รู้จบสิ้น เรื่องราวใน “จัน ดารา” ผ่านยุคสมัยถึง 4 ยุค 4 แผ่นดิน เราจะเห็นการเคลื่อนเปลี่ยนของอำนาจครั้งแล้วครั้งเล่า และเมื่อขั้วอำนาจเปลี่ยนแต่ละครั้ง มันไม่เคยขาดหายจากสิ่งที่เรียกว่าความเจ็บปวดของอีกฝ่ายหนึ่งเลย

เพราะโลกหมุนวนเป็นวงจร ใครมีอำนาจ สิทธิ์ขาดก็เป็นของคนๆ นั้น “จัน ดารา” ทั้งสองภาค สะท้อนให้เห็นว่า การหลงระเริงในอำนาจและก่อกรรมทำเข็ญไม่รู้เลิกรา ล้วนนำมาแต่ความเจ็บปวดอันไม่มีที่สิ้นสุด หนังมีบทพูดเชิงเตือนสติตัวละครอยู่หลายครั้งหลายตอนว่าเลิกก่อกรรมทำเข็ญได้แล้ว แต่ก็ยากที่คนฟังจะรับฟัง เพราะเอาเป็นว่าได้บ้าคลั่งลุ่มหลงขึ้นมาแล้ว มันก็เหมือนกับเซ็กซ์หรือตัณหากามารมณ์ ยิ่งเสพยิ่งติด และดวงจิตก็ยิ่งมืดบอด

ผมอาจจะขัดใจกับองค์ประกอบของหนังเรื่องนี้บ้าง อย่างน้อยที่สุด ผมคิดว่า “จุดเปลี่ยน” ของตัวละครก็ดูง่ายเกินไป ขาดพลังเหตุผลที่จะส่งแรงสั่นสะเทือนถึงการเคลื่อนเปลี่ยนความคิดของตัวละคร เราอาจจะเกิดความสงสัยว่าเพราะอะไร จัน ดารา ถึงดูเหมือนกลับใจคิดได้และไปหาเคนในวันสงครามทิ้งระเบิดกลางเมือง ช่วงจังหวะที่จะเปลี่ยนนั้นหายไป

กระนั้นก็ตาม ผมยอมรับครับว่า หนังเรื่องนี้ของหม่อมน้อย “ไปถึงสวรรค์” ในด้านประเด็นเนื้อหาอย่างจับต้องสัมผัสได้ ถ้าไม่มัวแต่จดจ้องว่า “หน้าอก” ของคุณหญิง-รฐา จะโผล่มาตอนไหน แล้วไตร่ตรองกับเรื่องราวในหนัง ผมคิดว่ามันมีแง่มุมให้คุณได้ขบคิดอย่างแน่นอน

จัน ดารา : หนังยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพ ‘นม’!!

แม้จะเข้าฉายมาร่วมสองอาทิตย์เต็มๆ แต่กระแสความคิดของผู้คนที่มีต่อ “เรื่องของ จัน ดารา” ยังดูท่าว่าจะไม่จบลงง่ายๆ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ฝักใฝ่ในเรื่องศีลธรรมความดีงาม ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์งานชิ้นนี้กันอย่างคับคั่ง เช่นเดียวกับผู้คนอีกจำนวนหนึ่งซึ่งไม่เห็นดีเห็นงามกับหนังเรื่องนี้

ประเด็นใหญ่ๆ ที่พอจับใจความได้จากกระแสความคิดเห็นเหล่านั้น มีทั้งพุ่งเป้ายิงคำถามตรงไปยังเจตนารมณ์ของผู้สร้างว่ามีความมุ่งหมายที่จะบอกอะไรกับสังคม หรือทำงานเพื่อสนองตัณหาของตัวเองเพียงอย่างเดียว ส่วนบางกลุ่มพอเห็นการเปิดเปลือยเนื้อหนังมังสาและเซ็กซ์ซีนแบบถึงลูกถึงคนในภาพยนตร์แล้ว ก็ไต่ถามถึงความเหมาะสมในการให้เรตติ้ง และก็มีไม่น้อยเหมือนกันที่ไปไกลถึงขั้นที่ว่า สังคมยังเสื่อมไม่พออีกหรือ ทำไมต้องทำหนังแบบนี้ออกมา สุดท้ายก็กล่าวหาว่าหนังเรื่องนี้ของหม่อมน้อยชะรอยจะทำให้สังคมตกต่ำเสื่อมทรามลง ขณะเดียวกัน ก็มีปัญหาคำถามโลกแตกที่ยากจะสรุปได้ว่าหนังเรื่องนี้มันเป็นศิลปะหรืออนาจาร

เอาเป็นว่า ณ จุดนี้ ผมขออนุญาตวางประเด็นเหล่านั้นไว้ชั่วคราวเพื่อมองเข้าไปในหนังเรื่องนี้เสียก่อน ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งรู้จักกับ “จัน ดารา” มาตั้งแต่สมัยรุ่นๆ หนังเรื่องนี้สร้างมาจากนวนิยายสุดคลาสสิกของครูอุษณา เพลิงธรรม (หรือ ประมูล อุณหธูป) ตอนที่นิยายเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรก ก็ใช่ว่าจะราบรื่นนะครับ เพราะครูอุษณาเองก็ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานนานัปการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากฝ่ายที่มองว่าเนื้อหาของหนังสือตลอดจนการบรรยายฉากอันเกี่ยวข้องกับกามราคะ มันดู “อนาจาร” และโจ่งแจ้งเกินกว่าสาธุชนคนดีจะรับได้ แต่ในอีกฟากหนึ่งก็บอกว่านิยายเรื่องนี้แฝงความลุ่มลึกด้วยเนื้อหาซึ่งจำเป็นต้องก้าวพ้นคาวกามและก้าวข้ามเรื่องบนเตียงไปก่อน จึงจะเข้าถึงและเข้าใจ

ในฐานะคนที่อ่านหนังสือมา ผมเห็นด้วยอย่างมากกับคำออกตัวของครูอุษณา เพลิงธรรม ที่เกริ่นอารัมภบทไว้ในหน้าแรกๆ ก่อนเริ่มเรื่อง ว่า “นวนิยายเรื่องนี้ เป็นเรื่องยาวเรื่องแรกของผู้เขียน ซึ่งต้องขอบอกกล่าวไว้เสียด้วยว่าเป็นเรื่องอ่านเล่น ซึ่งไม่ใช่ของสำหรับเด็ก และเป็นของแสลงอย่างยิ่งสำหรับบุคคลประเภทมือถือสาก ปากถือศีล” ที่ผมยกถ้อยคำนี้มา ไม่ได้จงใจที่จะแดกดันใคร (โดยเฉพาะพวกหลังที่ครูอุษณาเอ่ยถึง) หากแต่คำนี้ จะเป็นเหตุเป็นผลในสิ่งที่ผมจะกล่าวในลำดับถัดไป

หลังจากที่คุณนนทรีย์ นิมิบุตร เคยหยิบยกเอาวรรณกรรมอมตะเรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์แล้วครั้งหนึ่ง ก็ถึงทีของหม่อมนักทำหนังอย่าง ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล ที่ช่วงหลังๆ หันไปสร้างภาพยนตร์ซึ่งมีเรื่องราวต้นฉบับเป็นหนังสือ ไล่ตั้งแต่ “ชั่วฟ้าดินสลาย”, “ราโชมอน” มาจนถึง “จัน ดารา” เรื่องนี้ และสิ่งที่น่าจะทำให้หม่อมน้อยเลี่ยงไม่พ้นข้อครหาว่าฝักใฝ่ในเรื่องเพศ (มากเกินไปหรือเปล่า?) ก็เพราะว่า สองในสามเรื่องที่ว่านั้น ล้วนเป็นผลงานที่เคลือบฉาบและเปียกแฉะด้วยตัณหากามารมณ์ แน่นอนว่า กับคำถามข้อนี้ย่อมไม่มีใครรู้ดีไปกว่าหม่อมน้อย

ท่ามกลางความคิดเห็นที่ว่าจะนำของเก่ามาผลิตซ้ำซากทำไม ไม่รู้จักคิดเรื่องใหม่ๆ กันบ้างหรือ เพราะลำพังแค่ “ชั่วฟ้าดินสลาย” ก็มีคนทำไว้แล้วถึง 3 เวอร์ชั่น ส่วนจัน ดารา คุณนนทรีย์ก็เพิ่งกำกับไว้เมื่อไม่กี่ปีก่อน หม่อมน้อยก็ยังยืนยันว่านิยายของครูอุษณาชิ้นนี้ยังมีแง่มุมอีกหลากหลายให้พูดถึง ซึ่งผมในฐานะผู้อ่านนิยายของครูอุษณา มองว่าฉบับของคุณนนทรีย์นั้น ได้นำเสนอไว้อย่างครบถ้วนรอบด้านแล้ว ถึงแม้จะเป็นการทำแบบ “เคารพต้นฉบับ” เจริญรอยตามหนังสือแบบเป๊ะๆ ก็ตามที

ด้วยจุดมุ่งหมายที่ว่าจะ “ตีความใหม่” ของหม่อมน้อย ผมก็อดคาดหวังไม่ได้ว่าจะ “ตีความใหม่” ออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งหลังจากที่ดูจบ ผมก็พบว่าหนังไม่ได้มีอะไรใหม่ นอกเสียจากการแต่งเสริมเติมใส่กระทั่งจงใจดัดแปลงรายละเอียดให้แตกต่างไปจากฉบับหนังสือ หากแต่ส่วนที่ “เป็นเนื้อเป็นหนัง” ก็ยังคงเดิม ถ้าจะพูดถึงการตีความใหม่ ผมคาดหวังให้มีการตีความในเชิงลึกของตัวละครมากกว่า เพราะถ้าจะว่ากันจริงๆ เอาเฉพาะแค่บทคุณหลวงนั้น ในเวอร์ชั่นหนังสือ ดูค่อนข้างเป็นตัวละครที่เรียกว่า “แบนราบ” อยู่พอสมควร นั่นก็คือมีด้านเดียว เป็นรูปแบบของตัวละครลักษณะถ้าดีก็ดีสุดขั้ว ถ้าชั่วก็ชั่วสุดขีด ขาวจัดดำจัด (Type Character) เราไม่ได้สัมผัสความเป็นมนุษย์ของคุณหลวงในด้านอื่นๆ เลย

ซึ่งจริงๆ ถ้าเราจะ “ตีความใหม่” หรือ “ให้ความเป็นธรรม” ต่อคุณหลวงก็ทำได้ไม่ยาก เพราะเมื่อย้อนไปดูต้นทางที่มาของเรื่องราว เราก็จะเห็นว่า คุณหลวงเอง ตอนแรกก็ตกกระไดพลอยโจนเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้อย่างจำยอม ตัวเองกำลังตกยาก และมองหาแหล่งหลักใหม่เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก่อนจะถูกโชคชะตาพัดพาให้ก้าวเข้ามาสู่วังวนอันอุบาทว์นี้ อย่างไรก็ดี การตีความใหม่ของหม่อมน้อยก็ไม่ได้เข้าไปเน้นไปเล่นกับจุดนั้น หากแต่ยังนำเสนอออกมาตามเดิม คือ คุณหลวงเป็นคนเลวๆ คนหนึ่งซึ่งสมควรได้รับความเกลียดชัง

ด้วยเหตุดังนั้น ในความคิดของผม “การตีความใหม่” ของหม่อมน้อย จึงไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าการเพิ่มเติมรายละเอียดซึ่งไม่ได้มีอยู่ในหนังสือหรือตัดแต่งพันธุกรรมใหม่ให้กับตัวละครตัวต่างๆ อย่างเช่น การเปลี่ยนให้เคน กระทิงทอง เป็นหนุ่มหล่อ และชกมวยแทนเล่นไก่ชน หรือการเติมบทบาทในส่วนของน้าวาดให้เยอะขึ้น ขณะเดียวกัน ก็เติมเหตุการณ์ใหม่ๆ ลงไป เช่น การใช้แบ็กกราวน์ฉากหลังบางฉากเป็นสถานการณ์ทางการเมือง (ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475) และที่ผมเห็นว่ามันไม่เข้าท่าเอาซะเลย เหมือนว่าตอนหม่อมน้อยเขียนฉากนี้จะไม่ได้นึกถึงหน้าครูอุษณาแม้แต่น้อย นั่นคือ การเพิ่มฉากที่จัน ดารา เกือบโดนเหล่าอันธพาล “ตุ๋ยก้น” อย่างนั้น มันทำให้เรื่องดูแย่ลงมากกว่านะครับ

ในความพยายามที่ว่าจะคิดเยอะและคิดต่าง เติมโน่นแต่งนี่มากมายไปหมด แต่บทจะพลาด หนังก็มาพลาดเอาในจุดที่ไม่ควรจะพลาด โดยเฉพาะเสียงพากย์ของโช นิชิโนะ (บทคุณแก้ว) ซึ่งก็อุตส่าห์เอาคนไทย (ถ้าเข้าใจไม่ผิด คือเสียงคุณนัท มีเรีย) มาพากย์แล้ว จะพากย์ให้เป็นสำเนียงญี่ปุ่นทำไม และที่สำคัญ ตัวละครคุณแก้วก็ไม่ได้เลือดเนื้อเชื้อไขคนญี่ปุ่นอยู่แล้ว พากย์ให้เป็นคนไทยไปเลย พอถึงบทที่คุณแก้วต้องพูดทีไร ผมเหนื่อยใจทุกที เพราะการพากย์เสียงนี้ (ที่พยายามให้มีสำเนียงญี่ปุ่นพูดไทย) มันแห้งแล้งไร้อารมณ์สิ้นดี! 

ทั้งนี้ทั้งนั้น นิยายเรื่องนี้โดยภาพรวม มันดำเนินไปข้างหน้าท่ามกลางความขัดแย้งอันขมึงตึงระหว่าง “คุณหลวง” กับ “จัน ดารา” ซึ่งผมคิดว่า ฉบับของคุณนนทรีย์นั้น นำเสนอสิ่งนี้ได้หนักแน่นชัดเจนกว่า ส่วนฉบับของหม่อมน้อย กลับทำให้เรารู้สึกว่า คนสองคนนี้ ก็อยู่กันไปได้เรื่อยๆ เหมือนไม่มีเรื่องอะไรคอขาดบาดตาย เพราะต่างคนก็ต่างอยู่ไป คุณหลวงก็ใช้ชีวิตนอกบ้านไป นานๆ จะเผชิญหน้ากันที

จุดที่ควรขับเน้นกลับไม่ได้รับการขับเน้น และส่วนที่โดดเด่นกลับเป็นฉากโป๊เปลือยและเลิฟซีน ซึ่งดูเหมือนหม่อมน้อยจะสนุกมือเป็นพิเศษ เพราะต่อให้ไม่นับรวมฉากรักที่กระจัดกระจายอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ตั๊ก-บงกช คนเดียว ก็เปิด “จุกบงกช” ไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ และสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึก “ตลก” ก็คือ ตอนที่ “น้าวาด” (ตั๊ก บงกช) เล่าอดีตความรักของตัวเองให้จัน ดารา ฟัง ผมไม่คิดว่าการใส่เลิฟซีนโป๊เปลือยเข้าไปตรงนั้น จะจำเป็นอะไรนะครับ เพราะ “คนเล่าเรื่อง” (โดยเฉพาะเป็นผู้หญิง) จะไปเล่าฉากอีโรติกของตัวเองให้คนอื่นฟังทำไม เพื่อเพิ่มความรู้สึกดื่มด่ำ หรือว่านี่ก็เป็นเพียงความจงใจที่จะทำให้หนังมันดูมีฉากเปลือยเยอะๆ เท่านั้นเอง เช่นเดียวกับการแฟลชแบ็คไปยังจุดที่เห็น “นมน้าวาด” ที่แฟลชแบ็คจนนมช้ำไปเลยก็ว่าได้

อันที่จริง เรื่องของฉากเปลือยเยอะๆ นี้ ผมเชื่อว่าคนทั่วไปคงจะรู้ตั้งแต่ได้ยินโปรโจคต์แล้วล่ะครับ เพราะทันทีที่ประกาศชื่อดาราแต่ละคนออกมา ก็พอเดาได้ว่า หม่อมน้อยต้องจัดหนักจัดเต็มแน่นอน เนื่องจากมีแม้กระทั่งดาราหนังโป๊มาร่วมแสดงด้วย

ในแก่นสารของความเป็น “จัน ดารา” นั้น ฉบับนวนิยาย ได้สะท้อนให้เห็นถึงความลุ่มหลงมัวเมาในกามรสซึ่งกระชากวิญญาณปุถุชนให้ถลำไปสู่สภาพไม่ต่างจากตกนรกหมกไหม้ นิยายสอนใจหลายเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่ความชิงชังอาฆาตพยาบาทที่ควรได้รับการปลดวางด้วยการให้อภัย พูดง่ายๆ ว่า ท่ามกลางการนำเสนอเรื่องเพศของหนังสือ ครูอุษณาก็แทรกสื่อสาระลงไปด้วยแบบจับต้องสัมผัสได้ ใครที่ยังไม่อ่านนิยาย ผมแนะนำให้ไปหามาอ่านครับ อย่างไรก็ตาม ในฉบับภาพยนตร์ของหม่อมน้อย เราสัมผัสสารัตถะแบบนี้ได้น้อยเหลือเกิน ที่เกลื่อนหูเกลื่อนตา กลับเป็นเนื้อหนังมังสาและกามราคะที่ถูกเสิร์ฟจนทะลักล้น

แต่เอาเถอะ…พูดแบบเป็นธรรมกับหม่อมน้อย ก็อาจจะบอกว่า หนังยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพนม (!!??) เพราะยังจะมี “นม” ให้นับอีกแน่นอน (ภาคนี้ คุณตั๊ก บงกช โชว์ออ๊อฟไปเต็มๆ ภาคหน้าอาจจะเป็นช่วงเวลาของญาญ่า หญิง กับบทของคุณบุญเลื่อง) ขณะเดียวกัน หนังอาจจะไปฮุกประเด็นเนื้อหาแรงๆ ในภาคต่อไปก็ได้ ก็ต้องคอยดูกัน แม้อันที่จริง ผมจะรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สามารถทำให้จบได้ในภาคเดียว เหมือนที่คุณนนทรีย์ทำไว้แล้ว แต่เมื่อหม่อมอ้างว่ามันยังมีอีกหลายแง่มุมที่น่าพูดถึง ก็ว่ากันไป แต่ในมุมส่วนตัว ผมก็ยังมองว่า “หลายๆ แง่มุม” ที่ว่านั้น มันก็เป็นเพียงการแต่งเพิ่มเข้ามาจากตัวนิยาย ซึ่งพูดกันอย่างถึงที่สุด ก็ไม่เห็นว่ามันจะส่งผลกระทบต่อตัวเนื้อเรื่องโดยรวมอย่างไร เช่น ทำไมต้องมีฉากหลังเป็นการเมืองสมัยเปลี่ยนการปกครอง คุณหลวงไปยุ่งอะไรกับการเมือง และการเมืองมันส่งผลกระทบหรือสร้างความพลิกผันเปลี่ยนแปลงหรือสะท้อนเรื่อง “การมุ้ง” ในบ้านวิสนันท์อย่างไรบ้าง แต่ก็อีกนั่นแหละ เข้าใจว่า พอนำเรื่องการเมืองเข้ามาเอี่ยว มันทำให้หนังดู “มีราคา” ขึ้นมา ใช่หรือเปล่า?

เอาเข้าจริง ยิ่งคิดผมก็ยิ่งรู้สึกว่า หนังเวอร์ชั่นของคุณนนทรีย์นั้น ดูกระชับรัดกุมและตอบโจทย์ครบถ้วนแล้วในแง่ของปุถุชนที่ลุ่มหลงมัวเมากับกามตัณหา แต่ถ้าจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งซึ่งน้อยหน้าฉบับของหม่อมน้อยไปบ้าง ก็คงหนีไม่พ้น “เรื่องอย่างว่า” เพราะคริสตี้ ซุง คนเดียว ในเวอร์ชั่นคุณนนทรีย์ หรือจะสู้ “กองทัพนม” ของดาราในสังกัดหม่อมน้อยได้

เพราะเหตุนี้แหละครับที่จะนำไปสู่ประเด็นที่ผู้ปกครองหลายคนตั้งคำถามว่า ที่สุดแล้ว “จัน ดารา” เวอร์ชั่นหม่อมน้อย ควรได้เรตที่สูงกว่านี้ไหม คือแทนที่จะเป็น “18+” (อายุ 18 ปีขึ้นไป เข้าดูได้) ก็ควรให้เรต ฉ 20 (อายุ 20 ปีขึ้นไป ดูได้ และต้องตรวจบัตรประชาชนก่อนเข้าชม) 

ในความรู้สึกว่า โลกทุกวันนี้ เยาวชนถูกรุมล้อมด้วยสื่อลามกรอบทิศทาง แม้พวกเขาไม่หาดูเอง แต่สิ่งเหล่านี้ก็กระโจนเข้าไปหาพวกเขาถึงเตียงนอน เพียงแค่มีออนไลน์ ผมเห็นว่า การจัดเรตติ้งในบ้านเรา มันยังดูลักลั่นอยู่พอสมควร บางทีก็ให้คิดว่ามันก็เหมือนๆ กับรัฐธรรมนูญหรือเปล่าที่เรารับเอาเข้ามาแบบ “ก็อปปี้-เพสต์” โดยไม่ดูว่ามันเหมาะสมกับความเป็นจริงของประเทศตัวเองมากแค่ไหน เช่นเดียวกัน การจัดเรตติ้ง ก็ควรอิงอยู่กับฐานความคิดความอ่านหรือกระทั่งความอ่อนไหวเปราะบางของผู้คนในสังคม ด้วยหรือไม่? อย่างเช่น หากเป็นหนังต่างประเทศ เขาโชว์นมโชว์อะไร อาจได้เรตไม่สูงมาก แต่ในสังคมไทยที่อ่อนไหวเปราะบางกับเรื่องนี้ ควรได้เรตแตกต่างไปจากหนังต่างประเทศ หรือเปล่า? นี่คือคำถามนะครับ

แต่พูดกันตามจริง ถ้าอิงจากหนังแนวนี้ที่เคยฉายมาก่อนหน้า อย่าง “ผู้หญิง 5 บาป 2” ซึ่งได้เรต ฉ 20 ว่ากันตรงๆ ระดับของการนำเสนอฉากเซ็กซ์ฉากเปลือยก็ห่างจาก “จัน ดารา” ไม่มากมายนัก อันนี้พูดในแง่การเห็นอวัยวะอะไรต่างๆ จัน ดารา นั้นเปิดเผย “พงหญ้า” ของดาราเอวีญี่ปุ่น โช นิชิโนะ ด้วยซ้ำ ความลักลั่นนี้ ก็คงต้องให้ผู้มีส่วนรับผิดชอบ พิจารณากันต่อไป

ส่วนประเด็นที่ว่าหนังอีโรติกเรื่องนี้เป็นศิลปะหรืออนาจาร ก็อย่างที่เกริ่นไว้ครับว่า มันเป็นปัญหาโลกแตกจริงๆ เพราะไม่มีไม้บรรทัดวัดว่าแค่ไหนศิลปะแค่ไหนอนาจาร สองคนยลตามช่อง มองสิ่งเดียวกัน แต่ก็รู้สึกนึกคิดต่างกันได้ นั่นยังไม่ต้องพูดถึงมาตรฐานในใจของแต่ละคนที่ย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้วโดยพื้นฐาน แต่โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าหนังเรื่องนี้ยังไปไม่ถึงขั้นที่หลายคนบอกว่ามันทำลายสังคมให้เสื่อมทราม อย่างน้อย ผมเชื่อว่าผู้กำกับมีจิตสำนึกอยู่ว่าจะถ่ายทอดประเด็นเนื้อหาอะไรให้กับคนดู (เพียงแต่มันยังไม่ปรากฏชัดในภาคหนึ่ง!) แต่การที่ผู้กำกับบอกว่า หนังเรื่องนี้สอนเรื่องเพศศึกษา ผมคิดว่าไม่จำเป็นที่จะต้องบอกแบบนั้น เหมือนคนทำอะไรไม่เข้าท่าแล้วรีบออกตัวกลัวคนอื่นตำหนิ เพราะพูดก็พูดเถอะ ผมดูแล้ว ผมก็ไม่รู้สึกว่าจะได้ความรู้เกี่ยวกับเพศศึกษาอะไรเพิ่มเติม ณ จุดนี้ ผมคิดว่า ผู้กำกับควรจะมีความกล้ามากกว่าในการที่จะยอมรับว่าตัวเองกำลังทำอะไร ทำหนังอีโรติกก็บอกไปตรงๆ ใครรับไม่ได้ก็ไม่ต้องรับ

ก็เหมือนกับตอนที่ครูอุษณา เพลิงธรรม เขียนนิยายเล่มนี้ขึ้นมานั่นล่ะครับ ท่านก็ไม่ได้ตั้งจะมาเทศนาเรื่องความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องใต้สะดืออะไรให้ยุ่งยาก หากแต่ประกาศไปเลยว่า ฉันจะพูดเรื่องของปุถุชนที่มันลุ่มหลงมัวเมาในกาม คิดว่าตัวเองกำลังระเริงสุข แต่จริงๆ มันคือทุกข์อย่างมหันต์ และที่สำคัญก็คือ บอกไว้ตั้งแต่เบื้องต้นไปเลยว่า “เป็นของแสลงสำหรับบุคคลประเภทมือถือสาก ปากถือศีล” ใครรู้ตัวว่าคาบศีลอยู่ในปาก หรือกุมสากไว้ในมือ ก็ไม่ควรไปข้องแวะกับหนังสือเล่มนี้!!

Video | This entry was posted in View Finder and tagged , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s